การให้สินเชื่อของธนาคาร ให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ในการใช้เงินของลูกค้า ยึดมั่นในสัญญาที่ตกลงร่วมกัน โดยลูกค้าจะทราบถึงภาระการชำระที่ลูกค้าผูกพันกับธนาคารตลาดอายุสัญญา
สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค
+ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
+ สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์
+ สินเชื่อเพื่อการอุปโภค
+ สินเชื่อเพื่อการเดินทาง
+ สินเชื่อเพื่อการศึกษาต่อในประเทศ
+ สินเชื่อเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ
+ วงเงินสัจจวัฏ
+ วงเงินอเนกประสงค์
สินเชื่อเพื่อธุรกิจ
สินเชื่อระยะเวลา (Term Financing Facilities)
+ สินเชื่อเพื่อซื้อร้านค้า
+ สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดิน
+ สินเชื่อเพื่อซื้อโรงงานพร้อมเครื่องจักร
+ สินเชื่อเพื่อก่อสร้าง
+ สินเชื่อเพื่อก่อสร้างโรงงาน
+ สินเชื่อเพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Facilities)
+ วงเงินทุนหมุนเวียน
+ สินเชื่อวงเงินเบิกถอนเงินสด
+ สินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์สินเชื่อการเช่าและการเช่าซื้อ
+ การเช่าซื้อรถยนต์
+ การเช่าซื้อเครื่องจักร
+ การเช่าซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือ
+ การเช่าซื้อคอมพิวเตอร์
+ สินเชื่อเพื่อการเช่าทรัพย์สิน
ตั๋วเงินและภาระผูกพัน
+ การค้ำประกัน
+ การรับรองตั๋วแลกเงิน และ การอาวัลตั๋วเงิน
+ การซื้อลดตั๋วเงิน
สินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ
+ เลตเตอร์ออฟเครดิต
+ ทรัสต์รีซีท
+ แพคกิ้งเครดิต
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธนาคารอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธนาคารอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
บริการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (The services of Islamic Bank)
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารเฉพาะกิจที่ดำเนินงานตาม พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ปัจจุบันมีสถานะเป็น รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง โดยมีคณะกรรมการธนาคารดูแลควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ และคณะที่ปรึกษาด้านศาสนาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยดูแล และควบคุม ให้บริการทางการเงินถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม
ธนาคารตามหลักอิสลาม ให้บริการเพื่อทุกท่านโดยยึดหลักการที่สำคัญ คือ
1. ธนาคารไม่ดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
2. ธนาคารไม่สนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไร การผูกขาด การผิดศีลธรรม และอบายมุข
3. มุ่งเน้นการดำเนินงานที่ชัดเจน โปร่งใส และยุติธรรม
รูปแบบการให้บริการ
-บริการด้านเงินฝาก
-บริการด้านสินเชื่อ
-บริการทางการเงินอื่นๆ
ธนาคารตามหลักอิสลาม ให้บริการเพื่อทุกท่านโดยยึดหลักการที่สำคัญ คือ
1. ธนาคารไม่ดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
2. ธนาคารไม่สนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไร การผูกขาด การผิดศีลธรรม และอบายมุข
3. มุ่งเน้นการดำเนินงานที่ชัดเจน โปร่งใส และยุติธรรม
รูปแบบการให้บริการ
-บริการด้านเงินฝาก
-บริการด้านสินเชื่อ
-บริการทางการเงินอื่นๆ
ธนาคารอิสลามในประเทศไทย(Islamic Bank of Thailand)
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารเฉพาะกิจที่ดำเนินงาน ตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยมีคณะกรรมการธนาคารดูแลควบคุมทางด้านการบริหารจัดการ และคณะที่ปรึกษาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดูแลควบคุมให้บริการทางการเงินถูกต้อง ตามหลักศาสนาอิสลาม ธนาคารให้บริการทางการเงินแก่คนไทยทุกคน โดยไม่จำกัดศาสนา
แนวความคิดในการจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2537 ธนาคารจะมุ่งดำเนินธุรกิจตามหลักการของศาสนาอิสลาม ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการด้วยความรวดเร็วถูกต้อง
เป็นธนาคารแนวหน้าในประเทศไทยที่ให้บริการทางการเงินตามหลักการของศาสนาอิสลาม โดยคณะกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5 พ.ย.2545
แนวความคิดในการจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2537 เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามในโครงการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่ายระหว่างอินโดนิเซีย, มาเลเซีย, ไทย หรือที่เรียกว่า"โครงการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ" โดยโครงการดังกล่าวรัฐบาลไทยเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการจัดทำแผนพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะเพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงในโครงการดังกล่าวเนื่องจากประชากรในพื้นที่โครงการของทั้งสามฝ่ายเป็นชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ดำเนินชีวิตตามหลักการอิสลาม ดังนั้นจึงได้มีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารอิสลามขึ้นเพื่อเป็นช่องทางทางด้านการเงินสำหรับชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ของโครงการด้วย
แนวความคิดในการจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2537 ธนาคารจะมุ่งดำเนินธุรกิจตามหลักการของศาสนาอิสลาม ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการด้วยความรวดเร็วถูกต้อง
เป็นธนาคารแนวหน้าในประเทศไทยที่ให้บริการทางการเงินตามหลักการของศาสนาอิสลาม โดยคณะกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5 พ.ย.2545
แนวความคิดในการจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2537 เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามในโครงการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่ายระหว่างอินโดนิเซีย, มาเลเซีย, ไทย หรือที่เรียกว่า"โครงการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ" โดยโครงการดังกล่าวรัฐบาลไทยเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการจัดทำแผนพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะเพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงในโครงการดังกล่าวเนื่องจากประชากรในพื้นที่โครงการของทั้งสามฝ่ายเป็นชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ดำเนินชีวิตตามหลักการอิสลาม ดังนั้นจึงได้มีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารอิสลามขึ้นเพื่อเป็นช่องทางทางด้านการเงินสำหรับชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ของโครงการด้วย
ธนาคารอิสลามในปากีสถาน(The Pakistan Bank)
ธนาคารอิสลามในปากีสถาน เช่นเดียวกับอิหร่าน ปากีสถานเริ่มทำให้ระบบธนาคารของตนเป็นไปตามหลักการอิสลามในปลายปี ค.ศ.1970 อย่างไรก็ตาม เจตนาในการนำระบบนี้เข้ามาในปากีสถานมีขึ้นตั้งแต่เมื่อก่อนหน้านี้สี่สิบปีแล้ว เพราะในตอนที่มุฮัมมัด อะลี ญินนะฮ์ บิดาแห่งชาติของปากีสถานได้เคยประกาศไว้ว่าจะทำให้ระบบธนาคารของปากีสถานเป็นไปตามหลักการอิสลามเมื่อตอนที่ไปเปิดธนาคารชาติแห่งปากีสถานในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1948 หลังจากนั้น การปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นแบบอิสาลามก็ได้มีการยืนยันไว้อีกครั้งหนึ่งในคำประกาศเจตนารมณ์ (Objectives Resolution) ของสภารัฐธรรมนูญแห่งปากีสถานใน ค.ศ. 1949 แต่เนื่องจากเหตุผลหลายประการทางโครงสร้างภายในประเทศและความคิดแบบประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม จึงทำให้มีการล่าช้าในการปฏิรูปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว เมื่อนายพลเซียอุลฮักทำรัฐประการใน ค.ศ.1977 ก็ได้มีการเร่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินไปสู่หลักการอิสลามทันที
ในเดือนกันยายน ค.ศ.1977นายพลเซียอุลฮักได้ตั้งสาพอุดมการณ์อิสลามขึ้นซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 19 คนเพื่อทำหน้าที่วางกรอบในการยกเลิกดอกเบี้ยออกจากระบบเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ของสภานี้มิได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ สภานี้จึงได้แต่งตั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักการธนาคารจำนวน 15 คนขึ้นมาคอยให้ความช่วยเหลือในการเตรียมรายงานให้ท่านนายพลเซีย สภาได้นำเสนอวิธีการต่างๆที่เป็นไปได้ซึ่งจะสามารถนำมาใช้แทนระบบดอกเบี้ยคงที่ได้วิธีการต่างๆในการหารายได้ของธนาคารที่ถูกนำเสนอได้แก่การเก็บค่าธรรมเนียมบริการ การให้เช่า การประมูลเพื่อการลงทุน การซื้อผ่อนส่ง การเช่าซื้อ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินบนพื้นฐานของผลตอบแทนตามปกติ การให้เงินกู้แก่กันโดยเพิ่มเวลาให้และการให้เงินกู้พิเศษ พร้อมกันนั้นก็มีการระบุถึงวันเวลาที่จะนำระบบปลอดดอกเบี้ยมาใช้ไว้ในรายงานนั้นด้วย ส่วนที่สองของรายงานได้อธิบายถึงการดำนเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในระบบปลอดดอกเบี้ย ข้อแนะนำในรายงานนี้พูดถึงวิธีการต่างๆทางการเงิน การถอนเงินฝากและธุรกรรมปลีกย่อยอื่นๆ สิ่งสำคัญก็คือการคำนวณกำไรและการขาดทุนระหว่างะนาคารกับผู้ยืม สภาพได้แนะนำว่าการตอบแทนเงินออมด้วยอัตราคงที่นั้นควรจะถูกแทนที่ด้วยการตอบแทนที่ไม่แน่นอนโดยอาศัยแนวความคิดของการแบ่งผลกำไร
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการพูดถึงธุรกรรมระหว่างธนาคาร ความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารกลาง ธุรกรรมต่างประเทศของธนาคารที่จะต้องเก่ยวข้องกับดอกเบี้ยและเงินกู้ของะนาคารให้แก่พนักงานของตน ธุรกรรมระหว่างธนาคารซึ่งรวมทั้งกับธนาคารชาตินั้นได้รับคำแนะนำให้ทำโดยอาศัยพื้นฐานของการแบ่งกำไร มีข้อแนะนำให้ปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างของธนาคารด้วย แต่ในรายงานดังล่าวไม่มีเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมกับธนาคารต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยไว้ ดังนั้น หนทางในการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอิสลามก็คือสภาแนะนำว่าควรจะมีการตั้งบริษัทขึ้นมาต่างหากเพื่อบริหารสาขาต่างประเทศของธนาคารปากีสถานทั้งหมด
เงินฝากต่างประเทศที่ธนาคารปากีสถานถืออยู่จะถูกโอนไปยังบริษัทนี้และบริษัทนี้จะถูกสั่งห้ามมิให้รับเงินฝากในท้องถิ่น สถาบันทางการเงินที่เชี่ยวชาญที่รวมอยู่ในรายงานของสภานั้นก็คือบริษัทสิ้นเชื่อและการลงทุนทางอุตสาหกรรมของปากีสถาน, ธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งปากีสถาน, บริษัทเงินทุนพัฒนาแห่งชาติ, ธนาคารพัฒนาการทางด้านการเกษตรของปากีสถาน, บริษัทเงินทุนธุรกิจขนาดเล็ก, กองทุนการมีส่วนเข้าร่วมลงทุน, สหธนาคารเพื่อสหกรณ์และสถาบันสินเชื่อสหกรณ์อื่นๆ และบริษัทประกันภัย
สภาเชื่อว่าความรับผิดชอบและการทำงานของธนาคารชาติของปากีสถานหรือธนาคารกลางภายใต้ระบบปลอดดอกเบี้ยจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มันจะทำหน้าที่ของธนาคารกลางสมัยใหม่ซึ่งรวมทั้งการออกธนบัตร การกำหนดเงินและสินเชื่อ เป็นธนาคารและที่ปรึกษาใหแก่รัฐบาลและเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายของสภาพคล่องสำหรับระบบการเงินและธนาคาร
เครื่องมือนโยบายทางการเงินที่สภาแห่งนี้เสนอก็คือการสำรองเงินสดขั้นต่ำสุด สัดส่วนสภาพคล่อง เพดานการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน เป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้สำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับภาคที่จำเป็น การควบคุมสินเชื่อ การออกคำสั่งแก่ธนาคารในเรื่องต่างๆของการปฏิบัติงานธนาคารที่เครื่องมือนโยบายและการชักชวนไม่สามารถครอบคลุมไปถึงในส่วนของธุรกรรมของรัฐบาลนั้น สภาได้ให้คำแนะนำว่าเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์การของรัฐบาล (กล่าวคือเงินกู้จากธนาคารรัฐที่ให้แก่รัฐบาลหรือเงินกู้ที่รัฐบาลกลางให้แก่รัฐบาลท้องถิ่น) นั้น จะต้องทำบนพื้นฐานของการปลอดดอกเบี้ย ในกรณีของการยืมมาจากภายนอกซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย สภายอมรับว่าการปฏิบัติจะต้องเป็นไปเหมือนเดิม
แต่ขณะเดียวกันก็แนะนำให้รัฐบาลพยายามที่จะลดความเกี่ยวข้องกับเงินกู้ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
ในเดือนกันยายน ค.ศ.1977นายพลเซียอุลฮักได้ตั้งสาพอุดมการณ์อิสลามขึ้นซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 19 คนเพื่อทำหน้าที่วางกรอบในการยกเลิกดอกเบี้ยออกจากระบบเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ของสภานี้มิได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ สภานี้จึงได้แต่งตั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักการธนาคารจำนวน 15 คนขึ้นมาคอยให้ความช่วยเหลือในการเตรียมรายงานให้ท่านนายพลเซีย สภาได้นำเสนอวิธีการต่างๆที่เป็นไปได้ซึ่งจะสามารถนำมาใช้แทนระบบดอกเบี้ยคงที่ได้วิธีการต่างๆในการหารายได้ของธนาคารที่ถูกนำเสนอได้แก่การเก็บค่าธรรมเนียมบริการ การให้เช่า การประมูลเพื่อการลงทุน การซื้อผ่อนส่ง การเช่าซื้อ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินบนพื้นฐานของผลตอบแทนตามปกติ การให้เงินกู้แก่กันโดยเพิ่มเวลาให้และการให้เงินกู้พิเศษ พร้อมกันนั้นก็มีการระบุถึงวันเวลาที่จะนำระบบปลอดดอกเบี้ยมาใช้ไว้ในรายงานนั้นด้วย ส่วนที่สองของรายงานได้อธิบายถึงการดำนเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในระบบปลอดดอกเบี้ย ข้อแนะนำในรายงานนี้พูดถึงวิธีการต่างๆทางการเงิน การถอนเงินฝากและธุรกรรมปลีกย่อยอื่นๆ สิ่งสำคัญก็คือการคำนวณกำไรและการขาดทุนระหว่างะนาคารกับผู้ยืม สภาพได้แนะนำว่าการตอบแทนเงินออมด้วยอัตราคงที่นั้นควรจะถูกแทนที่ด้วยการตอบแทนที่ไม่แน่นอนโดยอาศัยแนวความคิดของการแบ่งผลกำไร
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการพูดถึงธุรกรรมระหว่างธนาคาร ความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารกลาง ธุรกรรมต่างประเทศของธนาคารที่จะต้องเก่ยวข้องกับดอกเบี้ยและเงินกู้ของะนาคารให้แก่พนักงานของตน ธุรกรรมระหว่างธนาคารซึ่งรวมทั้งกับธนาคารชาตินั้นได้รับคำแนะนำให้ทำโดยอาศัยพื้นฐานของการแบ่งกำไร มีข้อแนะนำให้ปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างของธนาคารด้วย แต่ในรายงานดังล่าวไม่มีเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมกับธนาคารต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยไว้ ดังนั้น หนทางในการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอิสลามก็คือสภาแนะนำว่าควรจะมีการตั้งบริษัทขึ้นมาต่างหากเพื่อบริหารสาขาต่างประเทศของธนาคารปากีสถานทั้งหมด
เงินฝากต่างประเทศที่ธนาคารปากีสถานถืออยู่จะถูกโอนไปยังบริษัทนี้และบริษัทนี้จะถูกสั่งห้ามมิให้รับเงินฝากในท้องถิ่น สถาบันทางการเงินที่เชี่ยวชาญที่รวมอยู่ในรายงานของสภานั้นก็คือบริษัทสิ้นเชื่อและการลงทุนทางอุตสาหกรรมของปากีสถาน, ธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งปากีสถาน, บริษัทเงินทุนพัฒนาแห่งชาติ, ธนาคารพัฒนาการทางด้านการเกษตรของปากีสถาน, บริษัทเงินทุนธุรกิจขนาดเล็ก, กองทุนการมีส่วนเข้าร่วมลงทุน, สหธนาคารเพื่อสหกรณ์และสถาบันสินเชื่อสหกรณ์อื่นๆ และบริษัทประกันภัย
สภาเชื่อว่าความรับผิดชอบและการทำงานของธนาคารชาติของปากีสถานหรือธนาคารกลางภายใต้ระบบปลอดดอกเบี้ยจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มันจะทำหน้าที่ของธนาคารกลางสมัยใหม่ซึ่งรวมทั้งการออกธนบัตร การกำหนดเงินและสินเชื่อ เป็นธนาคารและที่ปรึกษาใหแก่รัฐบาลและเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายของสภาพคล่องสำหรับระบบการเงินและธนาคาร
เครื่องมือนโยบายทางการเงินที่สภาแห่งนี้เสนอก็คือการสำรองเงินสดขั้นต่ำสุด สัดส่วนสภาพคล่อง เพดานการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน เป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้สำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับภาคที่จำเป็น การควบคุมสินเชื่อ การออกคำสั่งแก่ธนาคารในเรื่องต่างๆของการปฏิบัติงานธนาคารที่เครื่องมือนโยบายและการชักชวนไม่สามารถครอบคลุมไปถึงในส่วนของธุรกรรมของรัฐบาลนั้น สภาได้ให้คำแนะนำว่าเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์การของรัฐบาล (กล่าวคือเงินกู้จากธนาคารรัฐที่ให้แก่รัฐบาลหรือเงินกู้ที่รัฐบาลกลางให้แก่รัฐบาลท้องถิ่น) นั้น จะต้องทำบนพื้นฐานของการปลอดดอกเบี้ย ในกรณีของการยืมมาจากภายนอกซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย สภายอมรับว่าการปฏิบัติจะต้องเป็นไปเหมือนเดิม
แต่ขณะเดียวกันก็แนะนำให้รัฐบาลพยายามที่จะลดความเกี่ยวข้องกับเงินกู้ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
ธนาคารอิสลามในมาเลเซีย(The Malaysia Bank)
ระบบธนาคารอิสลามในมาเลเซียถือว่ามีความก้าวหน้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระบบในประเทศมุสลิมอื่นๆ ธนาคารอิสลามเริ่มต้นเมื่อมีการจัดตั้งบริษัทธนาคารอิสลามมาเลเซียขึ้นใน ค.ศ.1983 และปัจจุบัน ระบบธนาคารอิสลามของมาเลเซียได้รับการเสริมโดยตลาดเงินอิสลาม ช่องหน้าต่างบริการแบบอิสลามและตลาดหุ้นอิสลาม นอกจากนั้น ระบบธนาคารอิสลามมาเลเซียจึงทำหน้าที่เป็นแม่แบบสำหรับธนาคารอิสลามในอินโดนีเซียและบรูไนด้วย
ความริเริ่มและความพยายามก่อตั้งธนาคารอิสลามในมาเลเซียเกิดขึ้นจากฝ่ายเอกชนเช่นเดียวกับประเทศมุสลิมอื่นๆ
ข้อเสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารอิสลามอย่างเป็นทางการครั้งแรกมีขึ้นระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจภูมิบุตร (Bumiputra Economic Congress) ใน ค.ศ.1980 และสภานี้ได้ผ่านมติที่เรียกร้องรัฐบาลให้อนุญาตคณะกรรมฮัจญ์จัดตั้งธนาคารอิสลามขึ้นมา หลังจากนั้น ในการประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซียในค.ศ.1981 ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ขอให้รัฐบาลออกกฎหมายพิเศษที่อนุญาตให้มีการจัดตั้งธนาคารใหม่ที่วางพื้นฐานอยู่บนหลักการอิสลามขึ้นมา ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองคำร้องขอดังกล่าว
ในวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ.1981รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะทำงานแห่งชาติเรื่องธนาคารอิสลามขึ้นโดยมีราชา โมฮาร์ ราชา บะดีอุซามาน ที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในเวลานั้นเป็นประธานและคณะกรรมการฮัจญ์ของมาเลเซียรับผิดชอบงานด้านเลขานุการ
คณะกรรมการชุดนี้ได้ศึกษาทั้งการทำงานของธนาคารอิสลามไฟซอลแห่งอิยีปต์และธนาคารอิสลามไฟซอลของซูดาน หลังจากนั้นก็ทำงานถึงนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียพร้อมกับมีข้อแนะนำดังนี้ :-
1) รัฐบาลควรตั้งธนาคารอิสลามที่ดำเนินงานตามหลักกฎหมายอิสลามขึ้น
2) ธนาคารที่ถูกเสนอให้จัดตั้งควรจะอยู่ในรูปของบริษัทภายใต้พระราชบัญญัติบริษัท ค.ศ.1965
3) เนื่องจากพระราชบัญญัติธนาคาร ค.ศ.1973 ไม่สามารถใช้ได้กับการปฏิบัติงานของธนาคารอิสลามจำเป็นจะต้องมีพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามใหม่ขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่ออนุญาตและควบคุมธนาคารอิสลาม การควบคุมและการบริหารพระราชบัญญัติที่เสนอนี้ให้เป็นความรับผิดชอบของธนาคารกลางแห่งมาเลเซีย
4) ธนาคารอิสลามจะตั้งคณะกรรมการควบคุมทางด้านกฎหมายอิสลามของตนเองขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของธนาคารอิสลามเป็นไปตามกฎหมายอิสลาม(ชะรีอ๊ะฮ)โดยแท้จริง พระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม ค.ศ.1983 ซึ่งถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1983 นี้เองที่ทำให้มีการจัดตั้งธนาคารอิสลามขึ้นมาในมาเลเซีย พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจธนาคารกลางแห่งมาเลเซียในการควบคุมดูแลธนาคารอิสลามในมาเลเซีย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้นำพระราชบัญญัติการลงทุนของรัฐบาลออกมาใช้ใน ค.ศ.1983 เพื่อทำให้รัฐบาลสามารถออกบัตรลงทุน(หรือพันธบัตร)ของรัฐบาลตามหลักการอิสลาม ทุนเริ่มต้นในการจัดตั้งธนาคารอิสลามมาเลเซียมีจำนวน 80 ล้านริงกิต ซึ่งมาจากกระทรวงการคลัง 30 ล้านริงกิต คณะกรรมการกองทุนฮัจญ์ 10 ล้าน องค์การสวัสดิการมุสลิมแห่งมาเลเซีย 5 ล้าน สภาศาสนาประจำรัฐต่างๆ 20 ล้าน หน่วยงานด้านศาสนาของรัฐต่างๆ 3 ล้าน หน่วยงานของรัฐต่างๆ 12 ล้าน
ธนาคารอิสลามมาเลเซียถูกจัดตั้งเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1983 และเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมในปีเดียวกัน ขณะนี้ธนาคารอิสลามมาเลเซียมีสาขามากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ
ธนาคารอิสลามมาเลเซียไม่เพียงแต่จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์ธนาคารอิสลามของตนเองเท่านั้น แต่ยังนำผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแบบอิสลามเข้าไปในบริษัทในเครือของตนด้วย
ปัจจุบันธนาคารอิสลามมาเลเซียมีบริษัทในเครือหลายแห่งที่ทำธุรกิจเช่าซื้อ บริการรับจัดการ ธุรกิจประกัน(ตะกาฟุล) การบริหารกองทุนและเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น
การจัดตั้งธนาคารอิสลามมาเลเซียถือเป็นการเริ่มต้นความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่จะทำให้มีธนาคารอิสลามขึ้นในมาเลเซีย ถึงแม้รัฐบาลในปัจจุบันไม่มีเจตนาที่จะทำให้ระบบการเงินทั้งหมดของประเทศเป็นระบบอิสลามก็ตาม แต่ธนาคารกลางแห่งมาเลเซียก็มีเป้าหมายที่จะสร้างระบบธนาคารอิสลามคู่ขนานไปกับระบบธนาคารเดิม ธนาคารกลางแห่งมาเลเซียเชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวนี้สามารถสำเร็จได้โดยการ
1) ให้มีผู้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
2) มีเครื่องมือต่างๆทางการเงินอย่างกว้างขวาง และ
3) มีตลาดเงินระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงค์) แบบอิสลาม
ในการเพิ่มจำนวนผู้มีส่วนร่วมในระบบธนาคารอิสลามนั้น ธนาคารกลางของมาเลเซียไม่ได้อนุญาตมีการเปิดธนาคารอิสลามใหม่ แต่ได้วางแผนการให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทการเงินต่างๆเปิด“ช่องหน้าต่างอิสลาม” (Islamic Windows) ขึ้นเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการธนาคารอิสลามแก่ลูกค้าของตน แผนการขั้นนี้เริ่มเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1993 โดยมีธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด 3 แห่งในมาเลเซียมาเข้าร่วม หลังจากนั้นอีกประมาณห้าเดือนก็มีสถาบันการเงินอีก 10 บริษัทมาเข้าร่วม ในตอนปลายปี ค.ศ.1993 ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินจำนวน 21 แห่งได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางให้เข้าร่วมในแผนการนี้ ธนาคารกลางของมาเลเซียเองก็มีส่วนในการสร้างผลิตภัณฑ์ธนาคารใหม่ที่ไม่ขัดต่อหลักการอิสลาม
ในตอนต้นปี ค.ศ.1994 ตลาดอินเตอร์แบงค์อิสลามได้ถูกนำเข้ามาในระบบการเงินของมาเลเซีย ตลาดนี้ประกอบด้วย
(1) อินเตอร์แบงค์เทรดดิ้งในเครื่องมือทางการเงิน
(2) การลงทุนอินเตอร์แบงค์อิสลาม และ
(3) ระบบเคลียริ่งเช็คอินเตอร์แบงค์อิสลาม
ความริเริ่มและความพยายามก่อตั้งธนาคารอิสลามในมาเลเซียเกิดขึ้นจากฝ่ายเอกชนเช่นเดียวกับประเทศมุสลิมอื่นๆ
ข้อเสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารอิสลามอย่างเป็นทางการครั้งแรกมีขึ้นระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจภูมิบุตร (Bumiputra Economic Congress) ใน ค.ศ.1980 และสภานี้ได้ผ่านมติที่เรียกร้องรัฐบาลให้อนุญาตคณะกรรมฮัจญ์จัดตั้งธนาคารอิสลามขึ้นมา หลังจากนั้น ในการประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซียในค.ศ.1981 ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ขอให้รัฐบาลออกกฎหมายพิเศษที่อนุญาตให้มีการจัดตั้งธนาคารใหม่ที่วางพื้นฐานอยู่บนหลักการอิสลามขึ้นมา ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองคำร้องขอดังกล่าว
ในวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ.1981รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะทำงานแห่งชาติเรื่องธนาคารอิสลามขึ้นโดยมีราชา โมฮาร์ ราชา บะดีอุซามาน ที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในเวลานั้นเป็นประธานและคณะกรรมการฮัจญ์ของมาเลเซียรับผิดชอบงานด้านเลขานุการ
คณะกรรมการชุดนี้ได้ศึกษาทั้งการทำงานของธนาคารอิสลามไฟซอลแห่งอิยีปต์และธนาคารอิสลามไฟซอลของซูดาน หลังจากนั้นก็ทำงานถึงนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียพร้อมกับมีข้อแนะนำดังนี้ :-
1) รัฐบาลควรตั้งธนาคารอิสลามที่ดำเนินงานตามหลักกฎหมายอิสลามขึ้น
2) ธนาคารที่ถูกเสนอให้จัดตั้งควรจะอยู่ในรูปของบริษัทภายใต้พระราชบัญญัติบริษัท ค.ศ.1965
3) เนื่องจากพระราชบัญญัติธนาคาร ค.ศ.1973 ไม่สามารถใช้ได้กับการปฏิบัติงานของธนาคารอิสลามจำเป็นจะต้องมีพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามใหม่ขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่ออนุญาตและควบคุมธนาคารอิสลาม การควบคุมและการบริหารพระราชบัญญัติที่เสนอนี้ให้เป็นความรับผิดชอบของธนาคารกลางแห่งมาเลเซีย
4) ธนาคารอิสลามจะตั้งคณะกรรมการควบคุมทางด้านกฎหมายอิสลามของตนเองขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของธนาคารอิสลามเป็นไปตามกฎหมายอิสลาม(ชะรีอ๊ะฮ)โดยแท้จริง พระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม ค.ศ.1983 ซึ่งถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1983 นี้เองที่ทำให้มีการจัดตั้งธนาคารอิสลามขึ้นมาในมาเลเซีย พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจธนาคารกลางแห่งมาเลเซียในการควบคุมดูแลธนาคารอิสลามในมาเลเซีย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้นำพระราชบัญญัติการลงทุนของรัฐบาลออกมาใช้ใน ค.ศ.1983 เพื่อทำให้รัฐบาลสามารถออกบัตรลงทุน(หรือพันธบัตร)ของรัฐบาลตามหลักการอิสลาม ทุนเริ่มต้นในการจัดตั้งธนาคารอิสลามมาเลเซียมีจำนวน 80 ล้านริงกิต ซึ่งมาจากกระทรวงการคลัง 30 ล้านริงกิต คณะกรรมการกองทุนฮัจญ์ 10 ล้าน องค์การสวัสดิการมุสลิมแห่งมาเลเซีย 5 ล้าน สภาศาสนาประจำรัฐต่างๆ 20 ล้าน หน่วยงานด้านศาสนาของรัฐต่างๆ 3 ล้าน หน่วยงานของรัฐต่างๆ 12 ล้าน
ธนาคารอิสลามมาเลเซียถูกจัดตั้งเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1983 และเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมในปีเดียวกัน ขณะนี้ธนาคารอิสลามมาเลเซียมีสาขามากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ
ธนาคารอิสลามมาเลเซียไม่เพียงแต่จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์ธนาคารอิสลามของตนเองเท่านั้น แต่ยังนำผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแบบอิสลามเข้าไปในบริษัทในเครือของตนด้วย
ปัจจุบันธนาคารอิสลามมาเลเซียมีบริษัทในเครือหลายแห่งที่ทำธุรกิจเช่าซื้อ บริการรับจัดการ ธุรกิจประกัน(ตะกาฟุล) การบริหารกองทุนและเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น
การจัดตั้งธนาคารอิสลามมาเลเซียถือเป็นการเริ่มต้นความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่จะทำให้มีธนาคารอิสลามขึ้นในมาเลเซีย ถึงแม้รัฐบาลในปัจจุบันไม่มีเจตนาที่จะทำให้ระบบการเงินทั้งหมดของประเทศเป็นระบบอิสลามก็ตาม แต่ธนาคารกลางแห่งมาเลเซียก็มีเป้าหมายที่จะสร้างระบบธนาคารอิสลามคู่ขนานไปกับระบบธนาคารเดิม ธนาคารกลางแห่งมาเลเซียเชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวนี้สามารถสำเร็จได้โดยการ
1) ให้มีผู้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
2) มีเครื่องมือต่างๆทางการเงินอย่างกว้างขวาง และ
3) มีตลาดเงินระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงค์) แบบอิสลาม
ในการเพิ่มจำนวนผู้มีส่วนร่วมในระบบธนาคารอิสลามนั้น ธนาคารกลางของมาเลเซียไม่ได้อนุญาตมีการเปิดธนาคารอิสลามใหม่ แต่ได้วางแผนการให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทการเงินต่างๆเปิด“ช่องหน้าต่างอิสลาม” (Islamic Windows) ขึ้นเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการธนาคารอิสลามแก่ลูกค้าของตน แผนการขั้นนี้เริ่มเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ.1993 โดยมีธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด 3 แห่งในมาเลเซียมาเข้าร่วม หลังจากนั้นอีกประมาณห้าเดือนก็มีสถาบันการเงินอีก 10 บริษัทมาเข้าร่วม ในตอนปลายปี ค.ศ.1993 ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินจำนวน 21 แห่งได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางให้เข้าร่วมในแผนการนี้ ธนาคารกลางของมาเลเซียเองก็มีส่วนในการสร้างผลิตภัณฑ์ธนาคารใหม่ที่ไม่ขัดต่อหลักการอิสลาม
ในตอนต้นปี ค.ศ.1994 ตลาดอินเตอร์แบงค์อิสลามได้ถูกนำเข้ามาในระบบการเงินของมาเลเซีย ตลาดนี้ประกอบด้วย
(1) อินเตอร์แบงค์เทรดดิ้งในเครื่องมือทางการเงิน
(2) การลงทุนอินเตอร์แบงค์อิสลาม และ
(3) ระบบเคลียริ่งเช็คอินเตอร์แบงค์อิสลาม
ธนาคารอิสลามในตุรกี(The Turkey Bank)
ประวัติศาสตร์และการพัฒนาระบบธนาคารอิสลามในตุรกีเป็นเรื่องน่าสนใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะว่าตุรกีเป็นประเทศมุสลิมประเทศเดียวที่ดำเนินนโยบายแยกรัฐออกจากคำสอนของศาสนา ในรัฐธรรมนูญของตุรกีไม่มีตรงไหนที่มีคำว่าอิสลามทั้งๆที่ประชาชนของตุรกี 99% เป็นมุสลิม มาตรา 24 ของรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าศาสนาจะต้องถูกแยกออกจากเรื่องอื่นๆทั้งหมด ความจริงแล้ว ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้นำศาสนามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนบุคคลหรือประโยชน์ทางการเมืองเสียด้วยซ้ำ
ความเคลื่อนไหวในการก่อตั้งธนาคารอิสลามในตุรกีเริ่มต้นใน ค.ศ.1983 ก่อนหน้าการเลือกตั้งใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้ให้สัญญาว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายพิเศษอนุญาตให้มีการก่อตั้งธนาคารอิสลามในตุรกี ถึงแม้คำสัญญานี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงคำสัญญาเลือกตั้ง แต่ก็ปรากฏว่าตุรกีได้ถูกกดดันโดยรัฐบางรัฐในองค์การประเทศอิสลามและธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนาให้เปิดโอกาสสำหรับการก่อตั้งธนาคารอิสลาม
ดังนั้น หลังจากการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีจึงได้ออกกฎหมายพิเศษเป็นกฤษฎีการเลขที่ 83/7506 วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1983 ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการก่อตั้งธนาคารอิสลามในตุรกี กฎหมายนี้มี 17 มาตราและอธิบายถึงวิธีการและขั้นตอนในการก่อตั้งสถาบันการเงินพิเศษ (Special Financial House) และกิจกรรมต่างของสถาบันเหล่านี้ นอกจากนั้นแล้ว กฎหมายนี้ยังมีกฎและระเบียบอื่นๆเกี่ยวกับธนาคารอิสลามในตุรกีซึ่งออกโดยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น กฎและระเบียบกว้างๆที่ออกโดยปลัดกระทรวงการคลังและการค้าต่างประเทศ
กฎดังกล่าวนี้ถูกตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1984 ซึ่งกล่าวถึงการก่อตั้ง โครงสร้างการดำเนินงาน รูปแบบของทุนที่สถาบันยอมรับสภาพคล่องของสถาบันและขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธนาคารอิสลาม
กฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับธนาคารอิสลามออกโดยธนาคารกลางของตุรกีตีพิมพ์อยู่ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1984 กฎหมายฉบับนี้มี 18 มาตราครอบคลุมเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับใบอนุญาติระเบียบเกี่ยวกับการอนุญาตให้เริ่มต้นดำเนินงาน บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการใช้เงินตราต่างประเทศที่สะสมในบัญชีและบทเฉพาะกาลทั่วไป
ลักษณะที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของกฎหมายทั้งหมดเกี่ยวกับธนาคารอิสลามในตุรกีก็คือถ้อยคำบางคำอย่างเช่น “อิสลาม” หรือ “ชะรีอ๊ะฮ” ไม่มีปรากฏให้เห็นอยู่เลย เชื่อกันว่าการใช้คำว่า “สถาบันการเงินพิเศษ” แทนคำว่า “ธนาคารอิสลาม” ก็คือ ความพยายามอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ตองการจะหลีกเลี่ยงการขัดแย้งอย่างเปิดเผยกับเป้าหมายและหลักการที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญที่แยกรัฐออกจากศาสนา
ธนาคารอิสลามในตุรกีมีอยู่สองแห่งถ้าไม่รวมธนคารอิสลามไฟซอลแห่งกิบริสซึ่งดำเนินงานอยู่ในสาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือ นั่นคือ สถาบันการเงินอัลบะรอก๊ะฮตุรกี (Albaraka Turkish Finance House)และบรรษัทสถาบันการเงินไฟซอล (Faisal Faniance Institution Incorporation) ธนาคารทั้งสองนี้ให้บริการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อ การรับฝากเงินอยู่ในรูปของบัญชีกระแสรายวันและบัญชีร่วมลงทุนบนพื้นฐานของการรับผิดชอบในการกำไรและขาดทุนร่วมกัน การปล่อยสินเชื่อก็ทำในรูปของการบวกผลกำไร (มุรอบะฮะฮ) การเข้าเป็นหุ้นส่วน การให้เช่าและการเช่าซื้อ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีบริการอื่นๆที่ธนาคารโดยทั่วไปทำกัน เช่น การโอนเงิน การเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต การออกหนังสือค้ำประกันจากธนาคารและการปริวรรตเงินตรา เป็นต้น
ความเคลื่อนไหวในการก่อตั้งธนาคารอิสลามในตุรกีเริ่มต้นใน ค.ศ.1983 ก่อนหน้าการเลือกตั้งใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้ให้สัญญาว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายพิเศษอนุญาตให้มีการก่อตั้งธนาคารอิสลามในตุรกี ถึงแม้คำสัญญานี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงคำสัญญาเลือกตั้ง แต่ก็ปรากฏว่าตุรกีได้ถูกกดดันโดยรัฐบางรัฐในองค์การประเทศอิสลามและธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนาให้เปิดโอกาสสำหรับการก่อตั้งธนาคารอิสลาม
ดังนั้น หลังจากการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีจึงได้ออกกฎหมายพิเศษเป็นกฤษฎีการเลขที่ 83/7506 วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1983 ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการก่อตั้งธนาคารอิสลามในตุรกี กฎหมายนี้มี 17 มาตราและอธิบายถึงวิธีการและขั้นตอนในการก่อตั้งสถาบันการเงินพิเศษ (Special Financial House) และกิจกรรมต่างของสถาบันเหล่านี้ นอกจากนั้นแล้ว กฎหมายนี้ยังมีกฎและระเบียบอื่นๆเกี่ยวกับธนาคารอิสลามในตุรกีซึ่งออกโดยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น กฎและระเบียบกว้างๆที่ออกโดยปลัดกระทรวงการคลังและการค้าต่างประเทศ
กฎดังกล่าวนี้ถูกตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1984 ซึ่งกล่าวถึงการก่อตั้ง โครงสร้างการดำเนินงาน รูปแบบของทุนที่สถาบันยอมรับสภาพคล่องของสถาบันและขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธนาคารอิสลาม
กฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับธนาคารอิสลามออกโดยธนาคารกลางของตุรกีตีพิมพ์อยู่ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1984 กฎหมายฉบับนี้มี 18 มาตราครอบคลุมเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับใบอนุญาติระเบียบเกี่ยวกับการอนุญาตให้เริ่มต้นดำเนินงาน บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการใช้เงินตราต่างประเทศที่สะสมในบัญชีและบทเฉพาะกาลทั่วไป
ลักษณะที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของกฎหมายทั้งหมดเกี่ยวกับธนาคารอิสลามในตุรกีก็คือถ้อยคำบางคำอย่างเช่น “อิสลาม” หรือ “ชะรีอ๊ะฮ” ไม่มีปรากฏให้เห็นอยู่เลย เชื่อกันว่าการใช้คำว่า “สถาบันการเงินพิเศษ” แทนคำว่า “ธนาคารอิสลาม” ก็คือ ความพยายามอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ตองการจะหลีกเลี่ยงการขัดแย้งอย่างเปิดเผยกับเป้าหมายและหลักการที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญที่แยกรัฐออกจากศาสนา
ธนาคารอิสลามในตุรกีมีอยู่สองแห่งถ้าไม่รวมธนคารอิสลามไฟซอลแห่งกิบริสซึ่งดำเนินงานอยู่ในสาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือ นั่นคือ สถาบันการเงินอัลบะรอก๊ะฮตุรกี (Albaraka Turkish Finance House)และบรรษัทสถาบันการเงินไฟซอล (Faisal Faniance Institution Incorporation) ธนาคารทั้งสองนี้ให้บริการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อ การรับฝากเงินอยู่ในรูปของบัญชีกระแสรายวันและบัญชีร่วมลงทุนบนพื้นฐานของการรับผิดชอบในการกำไรและขาดทุนร่วมกัน การปล่อยสินเชื่อก็ทำในรูปของการบวกผลกำไร (มุรอบะฮะฮ) การเข้าเป็นหุ้นส่วน การให้เช่าและการเช่าซื้อ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีบริการอื่นๆที่ธนาคารโดยทั่วไปทำกัน เช่น การโอนเงิน การเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต การออกหนังสือค้ำประกันจากธนาคารและการปริวรรตเงินตรา เป็นต้น
ธนาคารอิสลามในซูดาน(The Soudan Bank)
ซูดานเป็นประเทศมุสลิมประเทศที่สามที่ได้ทำให้ระบบธนาคารอิสลามของตนเป็นไปตามระบบของอิสลามทั้งหมด ระบบธนาคารอิสลามของซูดานเริ่มต้นใน ค.ศ.1977 เมื่อธนาคารอิสลามไฟซอลแห่งซูดานได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลซูดานให้การสนับสนุนภายใต้กฎหมายพิเศษที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามไฟซอลแห่งซูดานของสภาประชาชนแห่งชาติ”
ความสำเร็จของธนาคารอิสลามไฟซอลได้ทำให้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้มีการเปิดธนาคารอิสลามอื่นๆอีก ดังนั้น จึงมีธนาคารอิสลามอีกห้าแห่งเปิดขึ้น นั่นคือ ธนาคารอิสลามทาดามอน (Tadamon Islamic Bank) ธนาคารอิสลามซูดาน (Sudanese Islamic Bank) ธนาคารสหกรณ์อิสลาม (Islamic Co-operative Bank) ธนาคารอัลบะรอก๊ะฮฺแห่งซูดาน (Al Barakah Bank of Sudan) และธนาคารอิสลามเพื่อซูดานตะวันตก (Islamic Bank for Western Sudan)
ในเดือนกันยายน ค.ศ.1983 รัฐบาลซูดานได้เริ่มต้นพยายาทำให้ระบบธนาคารทั้งหมดเป็นอิสลาม ธนาคารทุกแห่งได้ถูกขอร้องให้เปลี่ยนกิจกรรมของตนตามหลักกฎหมายอิสลาม และหวังกันว่าในเดือนกันยายน ค.ศ.1984 ระบบธนาคารทั้งหมดจะดำเนินงานไปตามหลักการอิสลาม แต่อย่างไรก็ตาม ในทางด้านปฏิบัติ ธนาคารในระบบเดิมดอกเบี้ยก็ยังคงดำเนินงานต่อไป การเปลี่ยนแปลงปรากฏขึ้นแต่เฉพาะในบัญชีที่ยื่นให้แก่ธนาคารกลางแห่งซูดานเท่านั้น
การต่อต้านกระบวนการปฏิรูปให้ธนาคารระบบดอกเบี้ยหันมาใช้ระบบอิสลามไม่เพียงแต่จะมาจากบรรดาธนาคารในระบบเดิมเท่านั้น แต่ยังมาจากผู้กำหนดนโยบายที่ไม่พอใจกับกระบวนเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย คนพวกนี้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงเกมส์การเมืองอย่างหนึ่งเท่านั้น
ระบบธนาคารอิสลามในซูดานประสบภาวะถดถอยอย่างรุนแรงเมื่อรัฐบาลที่ต้องการจะเปลี่ยนระบบธนาคารทั้งหมดให้หันมาใช้ระบบอิสลามได้ถูกโค่นล้มในค.ศ.1985 ดังนั้น ธนาคารอิสลามทั้งหมดที่ได้รับสิทธิ์พิเศษต่างๆจึงต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดจากธนาคารกลางและอภิสิทธิ์บางอย่างที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ให้ไว้ได้ถูกยกเลิกหมด
นอกเหนือไปจากธนาคารอิสลามที่ดำเนินการอยู่ตามหลักการกฎหมายอิสลามแล้ว ธนาคารพาณิชย์อื่นๆได้เลิกใช้วิธีการของอิสลามโดยสิ้นเชิงและผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ระบบดอกเบี้ยได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้น ใน ค.ศ.1994 ระบบธนาคารอิสลามก็ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเมื่อรัฐบาลยุคนั้นตัดสินใจที่จะทำให้ระบบธนาคารทั้งหมดดำเนินงานตามหลักกฎหมายอิสลามอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างจริงจังและดีกว่าเดิม
ความสำเร็จของธนาคารอิสลามไฟซอลได้ทำให้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้มีการเปิดธนาคารอิสลามอื่นๆอีก ดังนั้น จึงมีธนาคารอิสลามอีกห้าแห่งเปิดขึ้น นั่นคือ ธนาคารอิสลามทาดามอน (Tadamon Islamic Bank) ธนาคารอิสลามซูดาน (Sudanese Islamic Bank) ธนาคารสหกรณ์อิสลาม (Islamic Co-operative Bank) ธนาคารอัลบะรอก๊ะฮฺแห่งซูดาน (Al Barakah Bank of Sudan) และธนาคารอิสลามเพื่อซูดานตะวันตก (Islamic Bank for Western Sudan)
ในเดือนกันยายน ค.ศ.1983 รัฐบาลซูดานได้เริ่มต้นพยายาทำให้ระบบธนาคารทั้งหมดเป็นอิสลาม ธนาคารทุกแห่งได้ถูกขอร้องให้เปลี่ยนกิจกรรมของตนตามหลักกฎหมายอิสลาม และหวังกันว่าในเดือนกันยายน ค.ศ.1984 ระบบธนาคารทั้งหมดจะดำเนินงานไปตามหลักการอิสลาม แต่อย่างไรก็ตาม ในทางด้านปฏิบัติ ธนาคารในระบบเดิมดอกเบี้ยก็ยังคงดำเนินงานต่อไป การเปลี่ยนแปลงปรากฏขึ้นแต่เฉพาะในบัญชีที่ยื่นให้แก่ธนาคารกลางแห่งซูดานเท่านั้น
การต่อต้านกระบวนการปฏิรูปให้ธนาคารระบบดอกเบี้ยหันมาใช้ระบบอิสลามไม่เพียงแต่จะมาจากบรรดาธนาคารในระบบเดิมเท่านั้น แต่ยังมาจากผู้กำหนดนโยบายที่ไม่พอใจกับกระบวนเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย คนพวกนี้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงเกมส์การเมืองอย่างหนึ่งเท่านั้น
ระบบธนาคารอิสลามในซูดานประสบภาวะถดถอยอย่างรุนแรงเมื่อรัฐบาลที่ต้องการจะเปลี่ยนระบบธนาคารทั้งหมดให้หันมาใช้ระบบอิสลามได้ถูกโค่นล้มในค.ศ.1985 ดังนั้น ธนาคารอิสลามทั้งหมดที่ได้รับสิทธิ์พิเศษต่างๆจึงต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดจากธนาคารกลางและอภิสิทธิ์บางอย่างที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ให้ไว้ได้ถูกยกเลิกหมด
นอกเหนือไปจากธนาคารอิสลามที่ดำเนินการอยู่ตามหลักการกฎหมายอิสลามแล้ว ธนาคารพาณิชย์อื่นๆได้เลิกใช้วิธีการของอิสลามโดยสิ้นเชิงและผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ระบบดอกเบี้ยได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้น ใน ค.ศ.1994 ระบบธนาคารอิสลามก็ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเมื่อรัฐบาลยุคนั้นตัดสินใจที่จะทำให้ระบบธนาคารทั้งหมดดำเนินงานตามหลักกฎหมายอิสลามอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างจริงจังและดีกว่าเดิม
ธนาคารอิสลามในอิหร่าน(The Iran Bank)
ระบบธนาคารอิสลามในอิหร่านเริ่มต้นทันทีหลังจากการปฏิวัติอิสลามซึ่งทำให้กษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่านสิ้นอำนาจใน ค.ศ.1979 อย่างไรก็ตามการนำระบบธนาคารอิสลามมาใช้ก็ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยใช้เวลา 6 ปีจึงเสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังการปฏิวัติอิสลามมีธนาคารประมาณ 35 แห่งเกิดขึ้นในอิหร่านทั้งภาครัฐและเอกชนโดยธนาคารเหล่านี้อาศัยเงินทุนจากภายในและนอกประเทศ
ในระหว่างที่เกิดความวุ่นวายจากการปฏิวัติ ระบบธนาคารในอิหร่านต้องประสบปัญหาต่างๆมากมายทั้งในด้านทุนไหลออกและการดำเนินงาน ในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.1979 สภาปฏิวัติได้โอนระบบธนาคารมาเป็นของชาติและจำนวนธนาคารได้ลดลงโดยการรวมกิจการเข้าด้วยกันจนเหลือธนาคารพาณิชย์ในระบบเพียง 6 แห่งและธนาคารเฉพาะกิจอีก 3 แห่ง
ขั้นแรกที่รัฐบาลใหม่นำมาใช้ในการสร้างระบบธนาคารอิสลามในอิหร่านก็คือการนำเอา “การคิดค่าบริการสูงสุด” และ “ ประกันกำไรต่ำสุด” มาใช้ในระบบธนาคาร ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยบุคคลจากสาขาต่างๆมาจัดเตรียมกรอบกฎหมายกว้างๆเพื่อนำระบบธนาคารทั้งหมดให้เป็นไปตามหลักกฎหมายอิสลาม หลังจากนั้น ก็มีการเสนอกฎหมายดังกล่าวต่อสภาปฏิวัติในเดือนมีนาคม ค.ศ.1982 และสภาผู้แทนได้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1983 โดยเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า “ กฎหมายเพื่อการธนาคารปลอดดอกเบี้ย” (Law for Usury-Free Banking)
กฎหมายใหม่นี้ได้กำหนดให้ธนาคารต่างๆเปลี่ยนแปลงการฝากเงินโดยระบบจ่ายดอกเบี้ยมาเป็นระบบปลอดดอกเบี้ยภายในระยะเวลาหนึ่งปี นอกจากนี้แล้ว ธนาคารจะต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของตนทั้งหมดตามกฎหมายใหม่ภายในเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่สภาผู้แทนอนุมัติกฎหมาย หลังจากนั้น นับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1984 ไม่มีธนาคารใดได้รับอนุญาตให้เกี่ยวข้องกับระบบดอกเบี้ยทั้งในด้านเงินฝากและการให้สินเชื่อในเดือนมีนาคม ค.ศ.1985 ธุรกรรมของธนาคารทั้งหมดก็เป็นไปตามหลักกฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัด
การศึกษาความสำเร็จของธนาคารอิสลามในอิหร่านซึ่งเกิดขึ้นจากระบบใหม่ชี้ให้เห็นว่าเงินฝากภาคเอกชนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แสดงว่า ระบบธนาคารอิสลามมีประสิทธิภาพในการระดมเงินฝาก ส่วนในการประกอบกิจการนั้น ธนาคารอิสลามในอิหร่านจะใช้ทุนไปในธุรกิจที่ใช้วิธีการบวกกำไรแทนที่จะเข้าไปร่วมในการลงทุนเช่นเดียวกับธนาคารอิสลามในประเทศอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ.1985 ทุนทั้งหมดในการให้สินเชื่อซื้อผ่อนชำระของธนาคารอิสลามอิหร่านทั้งหมดคิดเป็น 33.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 46.7% ในปลายปี ค.ศ.1992 แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เงินทุนที่นำไปใช้โดยวิธีการมุฏอรอบ๊ะฮฺ (ร่วมลงทุนกับผู้อื่นโดยที่ตัวเองไม่มีอำนาจเข้าไปควบคุม)กลับลดลงจาก 18.1% เหลือเพียง 9.6%
ในระหว่างที่เกิดความวุ่นวายจากการปฏิวัติ ระบบธนาคารในอิหร่านต้องประสบปัญหาต่างๆมากมายทั้งในด้านทุนไหลออกและการดำเนินงาน ในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.1979 สภาปฏิวัติได้โอนระบบธนาคารมาเป็นของชาติและจำนวนธนาคารได้ลดลงโดยการรวมกิจการเข้าด้วยกันจนเหลือธนาคารพาณิชย์ในระบบเพียง 6 แห่งและธนาคารเฉพาะกิจอีก 3 แห่ง
ขั้นแรกที่รัฐบาลใหม่นำมาใช้ในการสร้างระบบธนาคารอิสลามในอิหร่านก็คือการนำเอา “การคิดค่าบริการสูงสุด” และ “ ประกันกำไรต่ำสุด” มาใช้ในระบบธนาคาร ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยบุคคลจากสาขาต่างๆมาจัดเตรียมกรอบกฎหมายกว้างๆเพื่อนำระบบธนาคารทั้งหมดให้เป็นไปตามหลักกฎหมายอิสลาม หลังจากนั้น ก็มีการเสนอกฎหมายดังกล่าวต่อสภาปฏิวัติในเดือนมีนาคม ค.ศ.1982 และสภาผู้แทนได้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1983 โดยเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า “ กฎหมายเพื่อการธนาคารปลอดดอกเบี้ย” (Law for Usury-Free Banking)
กฎหมายใหม่นี้ได้กำหนดให้ธนาคารต่างๆเปลี่ยนแปลงการฝากเงินโดยระบบจ่ายดอกเบี้ยมาเป็นระบบปลอดดอกเบี้ยภายในระยะเวลาหนึ่งปี นอกจากนี้แล้ว ธนาคารจะต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของตนทั้งหมดตามกฎหมายใหม่ภายในเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่สภาผู้แทนอนุมัติกฎหมาย หลังจากนั้น นับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.1984 ไม่มีธนาคารใดได้รับอนุญาตให้เกี่ยวข้องกับระบบดอกเบี้ยทั้งในด้านเงินฝากและการให้สินเชื่อในเดือนมีนาคม ค.ศ.1985 ธุรกรรมของธนาคารทั้งหมดก็เป็นไปตามหลักกฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัด
การศึกษาความสำเร็จของธนาคารอิสลามในอิหร่านซึ่งเกิดขึ้นจากระบบใหม่ชี้ให้เห็นว่าเงินฝากภาคเอกชนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แสดงว่า ระบบธนาคารอิสลามมีประสิทธิภาพในการระดมเงินฝาก ส่วนในการประกอบกิจการนั้น ธนาคารอิสลามในอิหร่านจะใช้ทุนไปในธุรกิจที่ใช้วิธีการบวกกำไรแทนที่จะเข้าไปร่วมในการลงทุนเช่นเดียวกับธนาคารอิสลามในประเทศอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ.1985 ทุนทั้งหมดในการให้สินเชื่อซื้อผ่อนชำระของธนาคารอิสลามอิหร่านทั้งหมดคิดเป็น 33.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 46.7% ในปลายปี ค.ศ.1992 แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เงินทุนที่นำไปใช้โดยวิธีการมุฏอรอบ๊ะฮฺ (ร่วมลงทุนกับผู้อื่นโดยที่ตัวเองไม่มีอำนาจเข้าไปควบคุม)กลับลดลงจาก 18.1% เหลือเพียง 9.6%
ความเป็นมาของธนาคารอิสลาม(The history of islamic bank)
แนวความคิดในการจัดตั้งธนาคารอิสลามเริ่มมีตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยกลุ่มนักฟื้นฟูอิสลามที่ต้องการจะให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมุสลิมวางพื้นฐานอยู่บนบทบัญญัติในคัมภีร์กุรอานที่สั่ง“ห้ามดอกเบี้ย แต่อนุมัติการค้า” และคำสอนที่ว่า “พระผู้เป็นเจ้าจะเพิ่มพูนการทำกุศลทานและบั่นทอนดอกเบี้ย”
วิวัฒนาการของธนาคารอิสลามในบางประเทศเริ่มต้นที่อียิปต์ ธนาคารอิสลามเกิดขึ้นครั้งแรกในเมืองมิตฆ็อมร์ (Mit Ghamr) ประเทศอียิปต์ในปีค.ศ.1963 โดยความพยายามของนายอะหมัด อัลนัจญาร์ชาวอียิปต์ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดลองการนำหลักการอิสลามที่ห้ามเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยมาใช้ในระบบธนาคาร
เดิมที ธนาคารแห่งนี้ตั้งขึ้นมาในรูปของธนาคารออมทรัพย์ท้องถิ่นและได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก จำนวนผู้ฝากเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปีการเงินแรกของธนาคาร (1963/1964) มีผู้ฝาก 17,560 ราย จำนวนเงินฝาก 40,944 ปอนด์อียิปต์ แต่ในตอนสิ้นสุดปี 1966/1967 มีผู้ฝากเพิ่มขึ้นเป็น 251,152 ราย โดยมีจำนวนเงินฝากถึง 1,828,375 ปอนด์อียิปต์โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรและชาวบ้านในท้องถิ่น
แต่หลังจากนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นในอียิปต์ การดำเนินงานของธนาคารอิสลามที่มิตฆ็อมร์ก็ได้ถูกธนาคารแห่งชาติเข้ามาแทรกแซงจนทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแบบปลอดดอกเบี้ยของธนาคารอิสลามถูกละทิ้งและมีการนำเอาระบบดอกเบี้ยมาใช้ซึ่งทำให้ผู้ฝากลดจำนวนลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นประธานาธิบดีซาดัตจึงได้ฟื้นฟูแนวความคิดเรื่องการธนาคารปลอดดอกเบี้ยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและในปี ค.ศ.1971 ธนาคารใหม่ที่มีชื่อว่า “นัสเซอร์ โซเชียล แบงค์” (Nasser Social Bank) ก็ได้ถูกตั้งขึ้นโดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ
หลังจากนั้นก็มีธนาคารอิสลามเกิดขึ้นติดตามมาอีก 3 ธนาคาร นั่นคือ ธนาคารอิสลามไฟซอลแห่งอียิปต์ (Faisal Islamic Bank of Egypt), ธนาคารอิสลามระหว่างประเทศเพื่อการลงทุนและการพัฒนา (Islamic Internatioanl Bank for Investment and Development) และธนาคารการเงินอียิปต์ซาอุดี (Egyptian Saudi Finance Bank) โดยทั้งหมดได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการอย่างถูกต้องในอียิปต์
วิวัฒนาการของธนาคารอิสลามในบางประเทศเริ่มต้นที่อียิปต์ ธนาคารอิสลามเกิดขึ้นครั้งแรกในเมืองมิตฆ็อมร์ (Mit Ghamr) ประเทศอียิปต์ในปีค.ศ.1963 โดยความพยายามของนายอะหมัด อัลนัจญาร์ชาวอียิปต์ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดลองการนำหลักการอิสลามที่ห้ามเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยมาใช้ในระบบธนาคาร
เดิมที ธนาคารแห่งนี้ตั้งขึ้นมาในรูปของธนาคารออมทรัพย์ท้องถิ่นและได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก จำนวนผู้ฝากเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปีการเงินแรกของธนาคาร (1963/1964) มีผู้ฝาก 17,560 ราย จำนวนเงินฝาก 40,944 ปอนด์อียิปต์ แต่ในตอนสิ้นสุดปี 1966/1967 มีผู้ฝากเพิ่มขึ้นเป็น 251,152 ราย โดยมีจำนวนเงินฝากถึง 1,828,375 ปอนด์อียิปต์โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรและชาวบ้านในท้องถิ่น
แต่หลังจากนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นในอียิปต์ การดำเนินงานของธนาคารอิสลามที่มิตฆ็อมร์ก็ได้ถูกธนาคารแห่งชาติเข้ามาแทรกแซงจนทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแบบปลอดดอกเบี้ยของธนาคารอิสลามถูกละทิ้งและมีการนำเอาระบบดอกเบี้ยมาใช้ซึ่งทำให้ผู้ฝากลดจำนวนลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นประธานาธิบดีซาดัตจึงได้ฟื้นฟูแนวความคิดเรื่องการธนาคารปลอดดอกเบี้ยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและในปี ค.ศ.1971 ธนาคารใหม่ที่มีชื่อว่า “นัสเซอร์ โซเชียล แบงค์” (Nasser Social Bank) ก็ได้ถูกตั้งขึ้นโดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ
หลังจากนั้นก็มีธนาคารอิสลามเกิดขึ้นติดตามมาอีก 3 ธนาคาร นั่นคือ ธนาคารอิสลามไฟซอลแห่งอียิปต์ (Faisal Islamic Bank of Egypt), ธนาคารอิสลามระหว่างประเทศเพื่อการลงทุนและการพัฒนา (Islamic Internatioanl Bank for Investment and Development) และธนาคารการเงินอียิปต์ซาอุดี (Egyptian Saudi Finance Bank) โดยทั้งหมดได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการอย่างถูกต้องในอียิปต์
Labels:
ความเป็นมา,
ธนาคารอิสลาม,
history,
islamic bank
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)