แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ธนาคารกับวิกฤติการทางการเงิน(financial crisis, Islamic Economics)

โดยปกติ ธุรกิจทั่วๆ ไปจะหากำไรจากส่วนต่างของราคาต้นทุนสินค้ากับราคาขาย เงินเป็นสื่อกลางในการวัดค่าของสินค้าที่ใช้ในการซื้อขาย แต่วิธีคิดของระบบธนาคารต่างออกไป ธนาคารมอง “เงิน” เป็นดั่ง “สินค้า” ประเภทหนึ่งที่มีราคาและหากำไรได้ ราคาของเงินทุน ถูกเรียกกันว่าอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นคือราคาที่เรียกเก็บจากผู้กู้ และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวคือต้นทุนของเงินทุนที่ธนาคารกู้มาจากแหล่งเงินทุน ส่วนต่างในที่นี้คือกำไรที่ธนาคารแสวงหา
วิกฤติการณ์คราวนี้ Yield curve (กราฟแสดงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวในช่วงเวลาหนึ่ง) มีลักษณะที่แบนราบบ่งบอกว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวแทบจะไม่แตกต่างกันเลย “ราคา” ที่ธนาคารได้รับจากการปล่อยกู้เกือบๆ จะเท่ากับ “ราคา” ของต้นทุนที่ธนาคารจ่ายไป ทำให้วิธีการหากำไรหลักของธนาคารโดยทั่วไปที่ผมพูดในย่อหน้าก่อนเกิด “พิการ” เมื่อธนาคารหากำไรไม่ได้มาเจอกับการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เราจึงเห็นสถาบันการเงินดิ้นรนหาเงินมาเติมเต็มช่องว่างที่ว่า หากทำไม่ได้ก็ล้มละลาย

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ ตัวดอกเบี้ยสร้างระบบผิดนัดชำระหนี้ (default) ขึ้นมาในตัวของมันเอง เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่ผู้กู้ยืมเงินจากธนาคาร เขาจะต้องจ่ายคืนในจำนวนที่มากกว่า (เงินต้น+ดอกเบี้ย) นั่นคือหากผู้กู้เป็นคนรายได้น้อย เขาต้องทำงานมากขึ้นเพื่อมาจ่ายหนี้ ยิ่งดอกเบี้ยทบต้นยิ่งส่งผลร้ายให้ผู้กู้มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ได้โดยง่าย จะเห็นได้ว่าระบบดอกเบี้ยสร้างกลไกให้ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ในตัวของมันเองอยู่แล้ว

มาพูดถึงธนาคารอิสลามกันสักนิด ตามทฤษฎีแล้วธนาคารอิสลามจะไม่ได้หากำไรจาก “เงิน” แต่จะทำกำไรจากการค้าในลักษณะร่วมหุ้นและแบ่งกำไรขาดทุนกัน และในส่วนของการให้กู้ ธนาคารอิสลามจะให้กู้ในลักษณะที่มีหลักทรัพย์หนุนหลัง (asset-backed financing) กระแสเงินที่ธนาคารได้รับ เกิดมาจากตัวสินค้าจริงๆ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ วิธีการหากำไรจึงต่างออกไป ดังนั้นการที่ Yield curve มีลักษณะแบนราบจะไม่กระทบผลกำไรของตัวธนาคารอิสลาม

อย่างที่สองก็คือ การซื้อขายหนี้ (Debt trading) ที่ทำกันอย่างเป็นวงกว้างในวงการการเงินโลก เจ้าตัวนี้แหละครับที่เป็นตัวทวีความเสียหาย เร่งให้ระบบการเงินไปสู่หายนะได้เร็วยิ่งขึ้น

การที่ธนาคารผู้ที่สมควรเป็นเจ้าหนี้ของผู้กู้รายย่อยมีช่องทางการหาสภาพคล่อง โดยการนำหนี้รายย่อยต่างๆ นั้น มาจัด port folio สร้างตราสารหนี้ตัวใหม่ขึ้นมาโดยมีเจ้าหนี้รายเล็กๆ อยู่ภายใน แล้วนำออกขายให้นักลงทุน โดยสิ่งที่นักลงทุนจะได้รับจากการซื้อตราสารเหล่านี้ก็คือกระแสเงินที่มาจากลูกหนี้ของธนาคารนั่นเอง โดยราคาของตราสารหนี้เหล่านี้จะมีราคาขายที่ต่ำกว่าราคาหนี้จริงๆ คือขายที่ราคา discount นักลงทุนเหล่านี้ก็สามารถเอาไปขายต่อในตลาดหุ้นได้

ความง่ายในการซื้อขายหนี้ ส่งผลให้เกิดความมักง่ายในการแสวงหากำไรจากการซื้อขายหนี้ดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการนี้นอกจากผู้ขายจะสามารถเพิ่มสภาพคล่องให้กับตนได้แล้ว ยังสามารถส่งผ่านความเสี่ยงไปยังผู้ถือตราสารฯได้อีกด้วย

เมื่อระบบดอกเบี้ยที่สร้างกลไกการผิดนัดชำระหนี้โดยอัตโนมัติ มาประกอบกับ ความ(มัก)ง่ายในการซื้อขายหนี้ ส่งผลให้ปัญหา sub-prime loan ที่เร้นกายอยู่ภายในระบบการเงินสหรัฐอเมริกา สำแดงอาการออกมาจนสถาบันทางการเงินหลายๆ แห่งล้มละลายไปไม่น้อย จนทางการต้องออกมาตรการช่วยเหลือเป็นจำนวนเงินมหาศาล (ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเงินภาษีของประชาชน) เพื่อช่วยเหลือบรรดาสถาบันทางการเงินที่ประสบปัญหา

ในมุมมองของหลักการอิสลาม แน่นอนว่าดอกเบี้ยเป็นตัวต้นตอของความเลวร้ายในการเงินอิสลามอย่างไม่มีข้อสงสัย ทั้งอัลกุรอานและฮะดิษได้บอกห้ามไว้ชัดเจนแล้วว่า “และถ้าหากว่าพวกเจ้ามิได้ปฏิบัติตาม (ละเว้นจากริบาอฺ) ก็พึงรับรู้ไว้ด้วย ซึ่งสงครามจากอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์…” อัลบะกาเราะฮฺ 2:279

ส่วนเรื่องการซื้อขายหนี้ ผู้รู้ส่วนใหญ่บอกว่า การขายหนี้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงๆ ให้กับผู้อื่น (คือไม่ได้ขายกลับแก่เจ้าหนี้คนแรก) เป็นสิ่งต้องห้าม หนี้เปรียบเสมือนเงินในอนาคต ต้องซื้อขาย (หรือแลกเปลี่ยน) ในมูลค่าที่เท่ากัน

ท้ายที่สุดแล้ว มุมมองที่เราละเลยไปอีกเรื่องก็คือ ผู้เดือดร้อนจริงๆ ของวิกฤติการณ์คราวนี้ น่าจะเป็น ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง ยามที่ราคาบ้านดีๆ ธนาคารก็เอาเงินมาให้กู้ แต่ครั้นราคาบ้านตก ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารก็มายึดบ้านคืน ครั้นจะเอาไปขายก็ราคาต่ำไม่พอชดเชยหนี้ ก็เลยล็อกบ้านไว้เฉยๆ ให้เจ้าของบ้านไปเผชิญยถากรรมในท้องถนนกันเอาเอง สมจริงดังที่มีคนเคยพูดว่า ธนาคารก็เปรียบเหมือนคนที่เอาร่มมาให้เรายามแดดร้อน (ไม่ได้ต้องการนักหรอก แต่ก็เอาไว้กันร้อนก็ดี) แต่เอาร่มคืนไปเมื่อฝนตก (พอทีต้องการจริงๆ กลับปล่อยเราลำบาก)

เรื่องความเป็นอยู่ของผู้คนจริงๆ น่าจะเป็นอีกประเด็นหลักที่ผู้มีอำนาจออกนโยบายต้องพิจารณา

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์อิสลาม-ศาสตราจารย์ คูรชีด อะหฺมัด

ศาสตราจารย์ คูรชีด อะหฺมัดรองหัวหน้า Jamaat-e-Islami Pakistan

ศาสตราจารย์คูรชีด อะหฺมัด เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลก ในฐานะเป็นนักการศึกษา นักเศรษฐศาสตร์ นักเขียน และเผยแผ่อิสลาม ท่านเกิดที่เมืองเดลฮีในวันที่ 23 เมษายน 1932 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านกฎหมาย ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และอิสลามศึกษา และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ด้านการศึกษาอีกด้วย


เป็นเรื่องยากที่จะบอกถึงการเสียสละทั้งหมดของศาตราจารย์คูรชีด อะหฺมัด ที่มีต่องานอิสลาม ไม่ว่าทางการศึกษา ทางเศรษฐศาสตร์ หรืองานด้านสังคมมุสลิมทั้งหมดได้ ความลึกซึ้งเกี่ยวกับการศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาทางศาสนาทั้งทางตะวันตกและตะวันออก รวมไปถึงด้านเศรษฐศาสตร์และงานวิชาการด้านอื่นๆ ทำให้ท่านได้รับความเชื่อถือในระดับประเทศและนานาชาติในสาขาสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ และสาขาอื่นๆที่ประกอบด้วยมุมมองปัญหาที่ซับซ้อน


ในฐานะนักวิชการ ศาสตร์จารย์คูรชีด อะหฺมัดเคยสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยการาจีระหว่างปี 1955-68 และเคยเป็นนักวิชาการ นักวิจัยประจำของ University of Leicester ในประเทศอังกฤษ ท่านเคยทำงานในฐานะประธานของสถาบันนานาชาติเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อิสลาม(International Institute of Islamic Economics) ของมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ ปากีสตานในระหว่างปี 1983-87 เป็นประธานสมาคมนานาชาติเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อิสลาม(International Association of Islamic Economics)ณ ประเทศอังกฤษในปี1984-92 เป็นสมาชิกของสภาทีปรึกษาสูงสุด(Supreme Advisory Council) ของมหาวิทยลัย คิง อับดุลอะซีซ ประเทศซาอุดี อาระเบียในปี 1979-83 และตำแหน่งทางวิชการอื่นๆอีกมากมาย ท่านเคยได้รับตำแหน่งทางการเมือง โดยได้รับการรับเลือกเป็นสมาชิกสภาสูงของปากีสตาน 2 สมัย(1985-l997)
ศาสตราจารย์คูรชีด อะหฺมัดเคยเป็นบรรณาธิการวารสารหลายฉบับ และได้เขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษและอูรดูมากกว่า 70 เล่ม ไม่รวมงานเขียนชิ้นเล็กๆอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ท่านยังได้ให้ประโยชน์ทางวิชาการ โดยเข้าร่วมประชุมและสัมมนาระหว่างประเทศอย่างมากมาย


ด้วยการทุมเทงานด้านเศรษฐศาสตร์ ท่านได้รับรางวัล the First Islamic Development Bank Award for Economics ในปี 1988 และรางวัล King Faisal International Prize ในปี 1990 และรางวั Prize of American Finance House ทีสหรัฐอเมริกาในปี 1998


ท่านเริ่มต้นเข้าสู่ขบวนการอิสลาม โดยการเข้าร่วมกับขบวนการนักศึกษาอิสลามของปากิสตาน หรือเรียกเป็นภาษาอูรดูว่า อิสลามี ญะมิอัต-อี-ตาลาบา(Islami Jamiat-e-Talaba (IJT)) องค์กรนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของปากีสตานในปี 1949 และได้รับเลือกเป็นประธานขององค์กร(Nazim-e-A’ala)ในปี 1953 ในที่สุดท่านก็ได้เข้าสู่ขบวนการอิสลามระหว่างประเทศคือ ญะมะอะฮฺ อิสลามียะฮฺ(Jama’at-e-Islami) ในปี 1956 ซึ่งเป็นขบวนการอิสลามที่ก่อตั้งโดยเมาลานา อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดี ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกมุสลิม ท่านเองเป็นศิษย์คนสำคัญของซัยยิด เมาดูดี และได้แปลงานเขียนหลายเล่มของซัยยิด เมาดูดี สู่ภาษาอังกฤษ


นอกจากนี้ท่านยังรับบทบาทสำคัญคือ การเป็นบรรณธิการของวารสารตัรญมะนุล กุรอาน(Tarjumanul Quran) ซึ่งวารสารที่สำคัญที่สุดของ ญะมะอะฮฺ อิสลามียะฮฺ ปากีสตาน ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้า(Naib Ameer)ของ ญะมะอะฮฺ อิสลามียะฮฺ ปากีสตาน
..............................................

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อิสลาม(The Fundummental of Islamic Economics)

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อิสลาม กลุ่มแนวความคิดในเศรษฐศาสร์อิสลาม ( The School of Thoughts in Islamic Economics)ตามที่เราได้ทราบถึงความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์อิสลามในเบื้องต้นแล้วว่า วิชาทางเศรษฐศาสตร์อิสลามนั้น ด้วยหลักการแล้วได้มีมาตั้งแต่การมาของอิสลาม แต่ในสมัยต้นของอิสามมิได้แยกวิชาต่างๆ ออกเป็นสาขาวิชาย่อย แต่จะรวมอยู่ในหลักการอิสลามโดยรวม เนื่องด้วยยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลง การเข้ามาของแนวความคิดที่แปลกปลอมในอิสลามจนทำให้เกิดวิชาต่างๆ ขึ้นมา

วิชาเศรษฐศาสตร์อิสลามถือเป็นวิชาใหม่ที่เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 20 ในหลักการแล้วนักเศรษฐศาสตร์อิสลามเห็นพ้องกันว่าวิชาเศรษฐศาสตร์อิสลามกับเศรษฐศาสตร์ทั่วไปย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะเศรษฐศาสตร์ทั่วไปไม่มีพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจ แต่ในระบบอิสลามนั้นมีพระเจ้าเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตามเมื่อมีคำถามในเรื่องหลักการทางเศรษฐศาสตร์อิสลามก็เริ่มที่จะมีทัศนะที่หลากหลายเกิดขึ้นตามไปด้วย